|
|
| |
|
|
|
Eduprogress
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
The Art of Life |
|
|
|
การจะรู้ให้ลึกไปในความเป็นปรัชญานั้น ต้องอาศัยการทุ่มเท ค้นคว้าทั้งแรงกายและแรงใจ รวมถึงต้องใช้ระยะเวลา...
The Art of Life
ในการศึกษาวิชาการไม่ว่าจะแขนงใดก็ตาม การจะรู้ให้ลึกไปในความเป็นปรัชญานั้น ต้องอาศัยการทุ่มเท ค้นคว้าทั้งแรงกายและแรงใจ รวมถึงต้องใช้ระยะเวลา เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้อันแท้จริงในศาสตร์นั้น ๆ แต่ถ้าเราศึกษาศาสตร์เฉพาะแขนงเดียว ย่อมเป็นมุมมองที่แคบและตื้นเขิน ที่จะทำให้เราไม่สามารถมองเห็นภาพรวมขององค์ประกอบต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ยังดำรงอยู่ ย่อมต้องมีเหตุและผลในการคงอยู่ของมัน ในโลกของการศึกษานั้น เมื่อผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจดีพอในระดับหนึ่ง จะสามารถศึกษาค้นคว้าต่อไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด การศึกษาค้นคว้าในวิชาการแขนงใดก็ตาม ผู้ทำการค้นคว้าต้องมีความรู้ความเข้าใจในศาสตร์ความรู้แขนงอื่น ๆ ประกอบด้วย จึงจะสามารถเข้าใจสิ่งที่ตัวเองกระทำอยู่ได้อย่างดียิ่งขึ้น
สำหรับดนตรี ซึ่งเป็นงานศิลปะแขนงหนึ่งนั้น การศึกษาเรื่องของดนตรีให้กระจ่างชัด จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องราวของศิลปะสาขาต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบ โดยประเภทของงานศิลปะ อาจแบ่งตามหลักการทางสุนทรียศาสตร์ได้เป็น 3 ประเภทคือ วิจิตรศิลป์ ศิลปะการแสดง และประยุกต์ศิลป์
1. วิจิตรศิลป์ (Fine Arts) ศิลปะที่งดงามสร้างสรรค์ขึ้นโดยมนุษย์ เพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านอารมณ์หรือจิตใจ เช่น 1.1 จิตรกรรม (Drawing & Painting) 1.2 ประติมากรรม (Sculpture) 1.3 สถาปัตยกรรม (Architecture) 1.4 มโนทัศนศิลป์ (Conceptual Art) 1.5 วรรณกรรม (Literature)
2. ศิลปะการแสดง (Performance Arts) เช่น 2.1 ดุริยางคศิลป์ หรือดนตรี (Music) 2.2 นาฏศิลป์ (Dance) 2.3 การละครหรือภาพยนตร์ (Theatre)
3. ประยุกต์ศิลป์ (Applied Arts) ศิลปะที่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอย เช่น มัณฑนศิลป์ นิเทศน์ศิลป์ งานศิลปะมีความสำคัญอย่างยิ่ง แม้จะไม่ใช้ปัจจัยขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่คุณสมบัติที่สำคัญคือความงามที่ทำให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้งในคุณค่าของความงาม ซึ่งเรียกว่า สุนทรียศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการที่มนุษย์เลือกเสพงานศิลปะที่มีคุณค่า และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ศิลปะเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการสร้างและการแสดงอารมณ์ความรู้สึกภายในใจ ขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ละคน ผู้เสพงานศิลปะย่อมมีพื้นฐาน ความรู้ความเข้าใจในงานศิลปะที่แตกต่างกัน
ศิลปะ คือ การสร้างสรรค์ ด้านดนตรีเป็นการสร้างสรรค์บทเพลง ท่วงทำนองที่ไพเราะ การวาดภาพเป็นการสร้างสรรค์รูปลักษณ์อันสุนทรีย์ นวนิยายเป็นการสร้างสรรค์ตัวละครและถักทอเรื่องราว การบรรยายฉากการดำเนินเรื่อง การขุดคุ้ยโลกในจิตใจของคน
เนื้อหาขั้นพื้นฐานของศิลปะ คือ อารมณ์ความรู้สึกและชีวิตคน รูปแบบที่สำคัญคือความงาม ความงามที่ครอบคลุมความหมายอย่างกว้างขวาง ความงามในทางสุนทรียศาสตร์สำหรับดนตรี คือ ความสมบูรณ์พร้อม ในการสร้างทำนอง (Melody) การสร้างแนวประสานเสียง (Harmony) และสัดส่วนของจังหวะ (Rhythm) ทั้ง 3 องค์ประกอบหลอมรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นบทประพันธ์ ในส่วนของนักประพันธ์หรือผู้อำนวยเพลง หากต้องการบอกเล่าเรื่องราวการแสดงอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง จะต้องสื่อผ่านเครื่องดนตรีชนิดใด บทประพันธ์ประเภทใด จิตรกรสามารถสื่อผ่านภาพวาดสีน้ำมัน ภาพสีน้ำ หรือภาพพิมพ์ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รูปแบบการแสดงออก หากแต่เป็นฝีมือการแสดงออกดีพอหรือไม่ ศิลปินหรือผู้สร้างสรรค์ สามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกเพื่อสื่อสารกับจิตใจของนักอ่าน ผู้ชมหรือผู้ฟัง สามารถดึงอารมณ์ร่วมของพวกเขาได้หรือไม่ ดนตรีเองก็เป็นรูปแบบของศิลปะอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งก็มีทั้งศิลปะที่ดี และศิลปะที่ไม่ดี
ดีหรือไม่ดี ในทางศิลปะจัดอยู่ในขอบเขตของความงาม ไม่ถูกล้อมกรอบหรือมีขีดข้อจำกัดอยู่ในขอบเขตของความเป็นจริงหรือความดีงาม บรรทัดฐานที่ใช้ตัดสินความงามอยู่ที่ความงาม อยู่ที่อารมณ์ความรู้สึก ไม่ได้ใช้หลักเหตุผล ความถูกต้อง ความเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงจากการค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์ ทั้งไม่อาจตัดสินว่าเป็นส่วนดีหรือไม่ดีทางศีลธรรม มีราคาทางด้านเศรษฐกิจ หรือก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางสังคม ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ไม่ว่าจะแขนงใดก็ตาม ล้วนมีผลสะท้อนต่อสังคม ดังนั้น ศิลปินเหล่านั้น สามารถใช้ผลสะท้อนที่เกิดขึ้นมาเป็นเครื่องวัดคุณค่า และประเมินค่าของงานศิลปะของตนเองได้
(อ้างอิงจาก “ทัศนคติของกิมย้งต่องานศิลปะ” และ http://en.wikipedia.org/wiki/Art)
|
|
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|